การทำธุรกิจ ต้องเตรียมรับมือกับปัญหา.. คน 9 ประการ

ถ้าเกิดท่านมีความรู้สึกว่าทำธุรกิจแล้วจะไม่มีปัญหานี้ อาจจะไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ว่ามั่นใจว่า สำหรับเพื่อการเริ่มทำธุรกิจ พวกเราก็ชอบคิดเรื่องของ การคลัง, ผลิตภัณฑ์, การให้บริการ หรือ การตลาด มาก่อนเป็นหลัก รวมทั้งโดยมากก็จะคิดแผนไว้กับประเด็นต่างๆพวกนั้น ซึ่งบางทีอาจลืมไปว่าปัญหาใหญ่มาก อีกปัญหาของแนวทางการทำธุรกิจ กิจการค้า ก็คือเรื่องของคน

วันนี้ก็เลยจะนำเรื่องราวปัญหาต่างๆจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา ในหลายๆด้าน ตั้งแต่การทำงาน การเป็นที่ปรึกษา เป็นประธาน รวมทั้งการเป็นวิทยากร บางทีอาจสรุปได้ไม่ทั้งหมดทั้งปวง เนื่องจากเขียนเท่าที่เพียงพอจะคิดเรียบเรียงออกมาได้ แม้กระนั้นก็รู้สึกว่ามากพอที่จะนำไปเป็นข้อคิดเตือนใจ รวมทั้งจัดแจงจัดการ กับปัญหาเกี่ยวกับของ “คน” หรือ “บุคคล” เจ้าหน้าที่ กันดังนี้

ปัญหาด้านผู้ที่ควรจะเตรียมรับมือ

1. ไม่ทราบงาน
บางทีอาจเกิดเรื่องที่น่าสงสัยอยู่เช่นกันว่า ตอนว่าจ้างมาหากไม่รู้จักงาน จะว่าจ้างมาเพราะเหตุไร ในความเป็นจริงแล้วมีเยอะแยะอยู่เช่นกัน ในความไม่รู้งานนี้ บางทีอาจกล่าวอีกอย่างว่าเป็นการไม่รู้เรื่องหน้าที่ หรือดำเนินงานผิดต้องตามขั้นตอนการ การลำดับความสำคัญไม่เป็น ที่ตรงนี้เวลาเกิดปัญหา เขาก็จะไม่รู้เรื่อง เขานับว่า เขาดำเนินการของเขาแล้ว เขาไม่ดีที่ที่ไหน แต่ว่าอย่างที่พวกเรารู้กันดี ถ้าหากลำดับงานไม่เป็น ลำดับความสำคัญไม่เป็น ก็ไม่ต่างอะไรจากไม่รู้จักงาน เนื่องจากผลพวงของสิ่งนี้ ทำให้วิธีการทำงาน การติดต่อประสานงาน มีปัญหา นำสู่สมรรถนะของทั้งยังระบบ เสียหาย ที่เห็นกระจ่างเป็น ช้าไปอย่างไม่ต้องสงสัย

วิถีทางพื้นฐาน

ควรจะจัดให้มีการแนะนำเบื้องต้น เพราะว่าหลายที่มิได้ให้ความเอาใจใส่ ใช้ระบบสอนงานพูดง่ายๆกันไป ปรับนิสัยกันไป ซึ่งบางครั้งบางคราวคนสอนงาน ก็ยังมีคุณภาพที่ไม่ดีมากแค่ไหน ไหมทราบดีว่าจุดสำคัญ จุดมุ่งหมายงานจริงๆน่าจะอยู่ที่แหน่งใด การการแนะนำเบื้องต้นควรมี 2 สิ่งประกอบกันหมายถึงทราบวัฒนธรรมหน่วยงาน วัตถุประสงค์หน่วยงาน ขั้นต่ำควรจะทราบว่า วิสัยทัศน์ หน้าที่ เป็นอย่างไร ลำพัง คำว่าวิสัยทัศน์ กับหน้าที่นี้ ยังแบ่งไม่ออกเลยก็มี ประการที่ 2 เป็นเรื่องหน้าที่ของตนจำเป็นต้องเด่นชัด ได้แก่ Job description, Procedure, Work in process รวม ก็คือหน้าที่ความรับผิดชอบ ระเบียบการปฏิบัติงาน ที่หลายๆหน่วยงาน ทำแบบ “เพียงแค่มี” โดยเขียนเก็บเข้าตู้ไว้ แล้วก็ปฏิบัติโดยยืดหยุ่นเอา เพียงพอยืดหยุ่น นี่แหละ ก็ไปโทษเขาว่าไม่เคยรู้งาน ไม่เคยรู้หน้าที่ ก็จะทราบได้ยังไง มันอยู่ในตู้..

2. ขาดสิ่งจูงใจ
หรือยุคนี้นิยมกล่าวกันในคำว่า Burn outเป็นหมดไฟสำหรับการดำเนินการ หัวข้อนี้เผชิญไม่ยากหากเคยเป็นหัวหน้างาน ประธาน แม้กระทั้งกับตนเอง ต้นสายปลายเหตุมาจากหลายกรณี แต่ว่าความรู้สึกจะเสมือนภาวการณ์ที่ไม่มีแรง อ่อนเพลียเกินความจำเป็น โดยอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะความรู้สึกไม่แฟร์ต่างๆตัวอย่างเช่น หัวหน้างาน หรือพวกเรานี่เองตกลงใจบางสิ่งบางอย่างให้เขารู้สึกไม่เสมอภาค บุคลากรก็จะหน่าย ขาดสิ่งจูงใจ แต่ว่าอีกส่วนที่เป็นสาเหตุเป็น การไม่รับระบบ หรือความเคลื่อนไหวที่เข้ามา กระทั่งทำให้ไม่ชอบใจงานที่ทำ แต่ว่าก็ทนทำไปอย่างนั้นๆรวมทั้งการรู้สึกว่างานมากกำเนิดนไปมากเกินไปกระทั่งล้า

จำเป็นต้องทำความเข้าใจเพราะ การขาดแรงบันดาลใจ บางทีอาจไม่ใช่ผู้ที่ดำเนินงานไม่ดี ไม่เก่ง ซึ่งภาวการณ์แบบนี้ เล็กน้อยอาจมาจากการมีภาระหน้าที่ หรือความพอใจกับสิ่งอื่นมากยิ่งกว่างาน ตัวอย่างเช่น คนเคยดำเนินการดี จนได้รับเงินเดือนเยอะขึ้น โบนัสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไปก่อสร้างบ้าน ที่นี้ก็เลยไปห่วงเรื่องก่อสร้างบ้าน เพราะเหตุว่าเกิดเรื่องใหญ่ ยิ่งถ้าเกิดมีปัญหากับช่างก่อสร้างบ้าน ก็จะภาพชัดว่า ในตอนนั้นขาดแรงกระตุ้นในงานไปชั่วครั้งชั่วคราว ก็เป็นไปได้ ซึ่งบางทีอาจบอกว่าพวกนี้เป็น “สภาวะ”

ทางพื้นฐาน

โดยเหตุนี้เมื่อพวกเราเห็นว่าสิ่งนี้เป็น สภาวะ การจัดการปัญหา ก็จะต้องเป็นไปในรูปรายตัว หาสิ่งที่ทำให้เกิดแต่ละคนมอง แต่ว่าหากเป็นทั้งยังส่วน ทั้งยังแผนก ซึ่งเป็นได้ ก็บางทีอาจพินิจพิจารณาได้ว่า มีสาเหตุมาจากระบบ หรือความไม่ชอบธรรม กระทั่งทำให้แผนกเห็นตาม มีแนวทางต้าน อาจจะจำเป็นต้องไปดูภาพรวมของแผนงาน ระบบการทำงาน ปรับเท่าเทียมบางสิ่งบางอย่างสำหรับการดำเนินการ สร้างความรู้ความเข้าใจใหม่

อีกส่วนก็คือ การนำไปทำกิจกรรม Outing คิดแผน Career Path ให้มีภาพเด่นชัด ผลตอบแทน บางทีอาจมิได้ส่งผลมากมายแม้กระนั้นก็มี ซึ่งกลุ่มนี้ก็บางทีอาจคือเรื่องของกรุ๊ป หรือรายตัวที่จำเป็นต้องพินิจพิจารณากันถัดไป

3. ความเกี่ยวเนื่อง
ซึ่งถ้าหากกล่าวรวมๆย่อมมีเหตุที่เกิดจากทัศนคติ อคติ เป็นหลัก โดยอาจมีที่มาต่างๆนาๆ เกินกว่าจะยกตัวอย่าง และก็หลายๆครั้งมีต้นเหตุที่เกิดจากสถานะการณ์เดียว ดังเช่นว่า บอกผิดหู กัน รู้ผิดกัน แต่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากความประพฤติอะไรบางอย่างของคนนั้นๆเป็นต้นว่า รักๆใคร่ๆ ไม่ใช่ว่า ปัญหาความเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นกับคู่ที่มีเกี่ยวข้องกันแค่นั้น แม้กระนั้นคนรอบข้างสถานที่ทำงานที่ทราบเรื่อง แล้วรังเกียจสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ระรานรังเกียจ ผู้ใดผู้หนึ่งในนั้นไปได้

อีกหัวข้อที่เกิดในหลายๆหน่วยงาน เป็นการเดิมพัน แชร์ หนี้ สรุปรวมก็เรื่องทรัพย์สิน ที่ไม่สมควรจะทำกัน เมื่อมีการทุจริตกัน เบี้ยวกัน ความเกี่ยวเนื่องก็กำเนิดปัญหา ในขณะที่กลุ่มนี้แท้จริงไม่เกี่ยวกับงานเอาเสียเลย

หนทางพื้นฐาน

ก็ควรมีการปรับทัศนคติรายตัว การมีกิจกรรมละลายการกระทำก็ช่วยสานชมรมได้ รวมทั้งการผลิตวัฒนธรรมหน่วยงาน กฎข้อบังคับ ที่ชัดแจ้ง ห้ามมีการยืมเงิน พนัน เล่นสลากกินแบ่ง เล่นแชร์ แม้กระทั้งเรื่องความเชื่อมโยง ที่คงห้ามคบค้ากันมิได้ แม้กระนั้นหากเมื่อใดมีปัญหาในสถานที่สำหรับทำงานนั้น ก็กำหนดโทษกันไปเลย กลุ่มนี้ถือเป็นการตัดไฟ แต่แรกเริ่มลม

4. การปกครอง
ที่มิได้ใช่เพียงแค่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากคนเป็นหัวหน้างาน หรือประธานแค่นั้น แม้กระนั้นอาจเกิดจาก องค์ประกอบหน่วยงานไม่กระจ่าง ระบบงานซ้ำไปซ้ำมา จนถึงคล้ายว่าไม่ทราบผู้ใดจะเป็นหัวหน้าดี แต่ว่าแน่ๆว่าตัวหัวหน้างานเองก็เป็นปัจจัยหลัก ตัวอย่างเช่น เมื่อมีการต้านทานบางสิ่งบางอย่างจากบุคลากรต่อหัวหน้า หากแม้พวกเราในฐานะประธาน จะคิดว่าหัวหน้าคนนี้ก็ดีแล้ว แม้กระนั้นหากคิดสักหน่อย นี่จะต้องมีอะไรอยู่แน่ๆ

หนทางพื้นฐาน

ถ้าเกิดเป็นที่องค์ประกอบหน่วยงาน ที่แท้แก้ง่าย เพียงแค่เห็นด้วยก็ไปแก้ แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นที่ตัวหัวหน้าออกจะตรากตรำกว่า เนื่องจากว่าเปลี่ยนแปลงยาก จะไปลดระดับเขาคงจะเกิดเรื่องที่เสียความรูสึกต่อกัน ที่ตรงนี้ในฐานะประธาน จำต้องให้น้ำหนักดีๆระหว่าง งานกับคน ถ้าหากหน่วยงานเล็ก ก็เป็นได้ว่า หัวหน้างานก็จำเป็นต้องดำเนินการอยู่ แต่ว่าถ้าหากหน่วยงานใหญ่ หัวหน้างานจำต้องจัดแจงคนได้มากกว่า ซึ่งแม้มองความเหมาะสมแล้ว ควรจะแบ่งสรรงานกับการจัดการให้แจ่มกระจ่าง เป็นได้ว่าถ้าเกิดหน่วยงานเล็กนั้น พวกเราบางทีอาจใช้กรรมวิธีการโหวต เอาก็ได้ ด้วยเหตุว่าย้ำดูแลงานมากยิ่งกว่าคน แต่ว่าประธานนี่แหละจะเป็นผู้มีบทบาทดูแลคนมากยิ่งกว่าแทน แล้วก็รวมทั้งเวลาจะหาหัวหน้าสักคน ก็จำต้องคิดเรื่องคุณลักษณะการจัดการ การดูแลคน เอาไว้ด้วย

5. มลภาวะ toxic
มีด้วยกันหลากหลายชนิด ซึ่งไม่เกี่ยวว่าการดำเนินการ ดี ไหมดี ชนิดสถานที่ทำงานดีก็เช่น ถูกใจโชว์เดียว ซึ่งก็มิได้ไม่ถูกอะไรนักในพื้นฐานสถานที่ทำงานเก่ง แต่ว่าต้องการให้ทดลองคิดเทียบกับนักเตะ หรือกีฬาชนิดอื่น ที่ถ้าหากเป็นผู้เล่นที่เก่ง จะมีครั้งคราว บางคราว ที่เขาบางทีอาจโชว์ลำพัง แสดงความเชี่ยวชาญ แต่ว่าก็ไม่ตลอดเป็นบางจังหวะเพื่อช่วยกลุ่ม หรือบางครั้งบางคราวกลุ่มตกอยู่ในสถานะการณ์ตรากตรำ ก็บางทีอาจจำต้องทำอะไรสักอย่าง รวมๆก็ยังทำเพื่อกลุ่ม ไม่ใช่โชว์คนเดียวเพื่อตนเอง แต่ว่า สำหรับเพื่อการดำเนินการ มันจะมีชนิดที่โชว์ผู้เดียวแบบเอาตนเองรอด มัวแต่ตนเองดีเด่น แบบนี้ ก็เป็นมลภาวะชนิดหนึ่ง ด้วยเหตุว่ากลุ่มจะไม่มีแจงดึงดูดใจ เสมือนทำไปตนเองก็จะไม่เด่นเท่า ซึ่งโดยส่วนมากแล้วพวกเราอยากได้ คนเก่งไม่ต้องมากคน ดียิ่งกว่าเก่งมากมายผู้เดียวแน่ๆ

มลภาวะอีกชนิดที่ชัดแจ้งเป็น “พร้อมจะชน” ขึ้นง่าย ไม่ยินยอมผู้ใดกัน ติดต่อประสานงานกับคนใดกันก็ไม่สบอารมณ์กล้วยๆมั่นใจว่าพวกเราจะคิดออก อย่างงี้บรรยากาศการทำงานห่วยแตกแน่ๆ

บางจำพวกที่ได้ผลคล้ายคลึงกันเป็น การติดต่อสื่อสารผิดพลาด ซึ่งบางทีอาจไม่ใช่แค่ชนิดที่อารมณ์ขึ้นง่าย เนื่องจากว่าบางบุคคลก็มิได้หงุดหงิด แต่ว่า งงมากๆมึนๆตลอดระยะเวลา การเสวนางานทุกข์ยาก แบบงี้มีผลเหมือนกัน

ทัศนคติลบสุดๆในบางเรื่อง ตัวอย่างเช่น ทะเลาะเบาะแว้งกับเมีย ผัวทุกๆวัน ด่าร้ายแรง ให้พวกเราได้ยินในสถานที่สำหรับทำงาน

ทั้งสิ้นนั้น ไม่เฉพาะเจาะจงการแสดงออกทั่วๆไป แต่ว่าใน Social Network ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกได้ เนื่องจากว่าจำนวนมากแล้ว คนทำงานด้วยกันชอบเป็นเพื่อนในกรุ๊ปสังคมพวกนี้ด้วย

วิถีทางพื้นฐาน

หากมีบุคลากรชนิดมลภาวะ ควรจะกำจัดออก ฟังดูใจร้าย แม้กระนั้นไม่คุ้มในหลายประการ เขาบางทีอาจไม่เหมาะสมกับตรงนี้ และก็ทดลองรู้สึกว่าถ้าเกิดเขาสุขสบาย(ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ) เขาจะไม่เป็นแบบนั้น ซึ่งถ้าหากในมุมสิ่งที่มีความต้องการ เขาก็ไปปฏิบัติงานที่อื่นๆได้อยู่ดี พวกเราสามารถช่วยเหลือเขาได้ในหลายๆทางเรื่องงานใหม่ด้วยไป แต่ว่าถ้าเกิดไม่ต้องการที่จะอยากทำแบบนี้ ตั้งแต่ตอนแรก ในช่วงนี้ บางครั้งก่อนที่จะรับเข้ามาดำเนินงาน อาจมีการขอส่อง facebook หรือ social media ก่อนก็คงจะดี เพราะเหตุว่าพวกนี้ก็ทำให้มองเห็นทัศนคติบางสิ่งได้ แม้กระนั้นประเด็นนี้ถ้าเกิดจะแก้กับบุคคลนั้นๆจริงๆที่เป็นมลภาวะนี้ อาจจะจำเป็นต้องลงไปถึงจิตใจ เงื่อนด้านในจิต ว่าเขามีปัญหาอะไร คนไม่ใช่น้อยบางทีอาจมีความรู้สึกว่าจำเป็นต้องขนาดนี้เลยหรือ ซึ่งเกิดเรื่องจริง ผมอ่านจากที่ไหนมาสักที่พบว่า มีในกรณีที่ส่งให้เจอจิตแพทย์ แล้วกลับมาดียิ่งขึ้นอย่างยิ่งจริงๆ

6. Ice berg
พวกภูเขาที่เป็นน้ำแข็งนี้ ให้แด่คุณระลึกถึงภาพภูเขาที่เป็นน้ำแข็งจริงๆที่โดยธรรมชาติแล้วทีนี้คือการก่อตัวมานับร้อย นับพันปี ยากที่จะละลาย ดังต่อไปนี้เป็นผู้แทนของบุคลากรชนิดหนึ่ง ที่ทำอะไรแบบเดิมๆเปลี่ยนยาก จะว่าดี ก็ราวกับจะดี แม้กระนั้นธุรกิจเดี๋ยวนี้อย่างไรก็จะต้องเปลี่ยน ถึงแม้ส่วนมากคนนี้จะนับว่ามีประโยชน์แก่บริษัท เนื่องจากล้วนอยู่มานาน อยู่จนเกิดความเคยชิน ก็ด้วยเหตุฉะนี้เช่นเดียวกัน ที่ทำให้ไม่ได้อยากต้องการเปลี่ยนอะไร ดำเนินการกับคนใหม่ๆยาก อายุก็เป็นต้นเหตุด้วยเช่นเดียวกัน ในลักษณะที่มีความคิดว่า เราอยู่มานานมึงจะทราบอะไร..

วิถีทางพื้นฐาน

จำเป็นต้องทำให้มองเห็นจุดเด่นสำหรับในการเปลี่ยนให้ได้ แต่ว่าหากมิได้ หรือยังปฏิเสธ บางทีอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้ไปอยู่ในส่วนที่ไม่กีดขวางความเคลื่อนไหว และก็การย้ายไป บางทีอาจเป็นแรงกดดันบางสิ่งบางอย่าง เมื่อไปอยู่อีกที่หนึ่งแล้วเขยิบออกจากที่เดิมไปแล้ว ครั้งคราวเขาจะดูกลับมาจุดเดิม และก็มีความคิดเห็นว่า หลายชนิดมันแปรไป แม้เขาพร้อมจะร่วมวิถีทาง เขาก็จะเปลี่ยนแปลงเอง เปรียบเสมือนที่คนสูงวัยปัจจุบันนี้ สารภาพเทคโนโลยี ก็เพราะว่ามองเห็นแล้วว่ากรุ๊ปใหญ่ แล้วก็ในอนาคตเขาจะไปกันทางนั้น ถ้าไม่แปลงตามบางทีอาจถูกละเลยให้สันโดษทางครอบครัว

7. การติดต่อสื่อสาร
เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของหลายๆปัญหาที่กล่าวมา แม้กระนั้นก็นับว่าเป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่ง ไม่เชิงว่าเป็นเพียงแค่การติดต่อสื่อสารส่วนตัว หรือระหว่างบุคคล แม้กระนั้นปัญหาเกี่ยวกับการติดต่อในหน่วยงานก็ส่งผล ยกตัวอย่างเช่น ประธานไม่เคยติดต่อสื่อสารภาพกว้าง หรือแสดงวิสัยทัศน์ให้บุคลากรได้รู้เรื่อง ยกตัวอย่างเช่นการพูดเชิงสิ่งที่เป็นนามธรรมมากจนเกินไป เขาบางทีอาจไม่รู้เรื่อง รวมทั้งยังไม่มั่นใจว่าจะมีส่วนร่วมกับสิ่งนั้นได้ยังไง

การติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ได้แก่ ในต้นแบบผ่านแผนก หรือแนวแทยง ทำให้ผลสรุปบางสิ่งบางอย่างบกพร่อง ด้วยวัฒท่วมค์แขนแต่ละที่บางทีอาจต่างกัน

การใช้เทคโนโลยี ก็ก่อเรื่องในยุคนี้ หลายที่นิยมใช้ Line เป็นหลักสำหรับในการติดต่อการทำงาน ถ้าหากพวกเรารู้เรื่องแนวทางติดต่อสื่อสารอันที่จริงแล้ว Line หรือการส่งข้อความแนวนี้ ไม่มีสมรรถนะ รวมทั้งหยาบเหลือเกิน มนุษย์เราทะเลาะกันเพราะเหตุว่า Line ได้ง่ายอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งก็เพราะว่าไม่ค่อยได้ใช้ ทดลองสังเกตดู ซึ่งในช่วงเวลานี้ถ้าเกิดใช้ ก็โทรเอาเลยดียิ่งกว่า ชัดเจนกว่าสมัยเก่ามากเท่าไรนัก

8. ระบบ
อะไรเป็นเรื่องของระบบ หรือปัญหาจากระบบเกี่ยวกับคนยังไง ในที่นี้อาจมองไปก็ได้ว่าคือเรื่องของการจัดการงานบุคคล ตัวอย่างเช่น หลักสากลอย่าง 3R’s (Recruit Retain Retire) การคัดสรร, การแก้ไข-ปรับปรุง, การวางเป้าหมายเกษียณอายุ ในทำนองนี้ กลุ่มนี้ถ้าเกิดไม่มีการวางระบบให้ดีก็มีปัญหาได้ ตัวอย่างเช่น ด่านแรกหัวข้อการคัดสรร ถ้าเกิดมีการวางระบบที่ดี อย่างกฏเกณฑ์การเลือกเฟ้น คัดเลือกคุณลักษณะ แนวทางการสัมภาษณ์ สิ่งพวกนี้ ถ้าเกิดทำเป็นดี ย่อมคัดเลือกกรองผู้ที่เหมาะสมกับหน่วยงานได้ ลดปัญหาด้านคนไปๆมาๆก แล้วก็แม้ เลือกมาแล้วจะขาดพร่องไปในด้านใด ก็จะใช้การ Retain ช่วย ยกตัวอย่างเช่นการฝึกฝน การสอนงาน ฯลฯ แน่ๆว่าย่อมรวมถึงการวางเป้าหมายเกษียณอายุ ผลประโยชน์ต่างๆให้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่มั่นใจว่าบางทีอาจพอเพียงเคยได้เห็นหรือได้ยินเป็น รับแล้วมาดำเนินงานอาทิตย์เดียวก็ไม่มา ซึ่งก็หมายความว่า ระบบคัดสรรของพวกเราผิดพลาดอย่างแน่แท้ แล้วก็สำหรับข้อนี้ กรรมวิธีการเลี่ยงปัญหาก็แค่ย้อนไปมองว่ามีระบบระเบียบที่ดีหรือยังสำหรับส่วนต่างๆ

9. คนเก่งไป คนใหม่ไม่มี
ปัญหานี้ไม่เพียงแค่เรื่อง “สมองไหล” แต่ว่าเมื่ออยากคนเพิ่ม หรือหาใหม่ ก็ยากเย็นแสนเข็ญไม่ค่อยจะมี (ส่วนใดส่วนหนึ่งขัดกับข้อที่แล้วด้วย หายาก ยังจำเป็นต้องเลือกมากมายอีกยิ่งขาดเข้าไปใหญ

ถุงพลาสติก เลิกใช้ถุง.. เพื่อใคร?

ตอนนี้พวกเราจะมองเห็นกระแสร้านขายของใหญ่ๆเลิกแล้วก็งดเว้นให้ถุงก๊อบแก๊บไม่ว่าจะเป็นห้างฯ ซุปเปอร์มาร์เก็ตรวมทั้งอีกหลายที่ ที่มองเห็นเป็นข่าวแบรนด์เสื้อผ้าดังอย่าง uniqlo (สาขาในไทยยัง จากที่ไปซื้อยังได้ถุงก๊อบแก๊บอยู่) แล้วก็ปัจจุบันกับการประกาศของ 7-11 ที่จะยกเลิกในปี 2020 พูดอีกนัยหนึ่ง ปีถัดไปนี้เอง ซึ่งจะมีการทดสอบในช่วงปลายปีนี้

หัวข้อนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างแน่นอน แม้กระนั้นผมเคยคิดหลายหน จากการที่มองเห็นในหนัง ภาพยนตร์ต่างๆตั้งแต่เด็ก ซุปเปอร์มาร์เก็ตของจากต่างประเทศ ชอบให้ถุงที่ทำจากกระดาษ ผู้ที่ไปจ่ายตลาดก็หอบกันเอา หลายฉากก็จะมีการทำตก ทำขาด ถึงแม้ว่าจะทำทีว่าถือถุงจับจ่ายซื้อของมากลุ่มนี้ แต่ว่าภายในเป็นปืน

ตอนดูหนังก็มิได้คิดอะไรมากมายไปกว่า เพราะเหตุไรไม่ใช้ถุงก๊อบแก๊บกันนะ มันสบายกว่ามากมายเลย หิวได้ ถ้าเกิดเปรียบเทียบกันก็ขาดยากกว่า (นอกจากพบถุงก๊อบแก๊บบางจริงๆ)

แต่ก่อนมีถุงโชคดี

ไม่นานมานี้พี่ท่านหนึ่ง ได้โพสต์ถุงที่ทำจากกระดาษที่เป็นถุงกล้วยทอดแล้วเขียนคำพรรณนาใต้รูปนั้นว่า เคยพับขาย ผมก็ไปตอบว่า เคยด้วยเหมือนกัน เคยพับขาย รวมทั้งหวนคิดไปอีกว่าอดีตสมัยร้านจะให้ถุงที่ทำจากกระดาษที่พวกเราเรียกกันว่าถุงโชคดี โดยจะมีใจความว่าโชคดีประกอบกับศิลปิน หรือรูปราวกับศิลปิน แฟชั่น หรืออื่นๆบางแบบอีกด้านมีตารางสี่เหลี่ยมใช้สำหรับเล่นหมากฮอสได้ บางคราวก็เป็นเกมส์งูตกบันได (ที่เดี๋ยวนี้บางบุคคลอาจจะไม่ทราบจะ) บ้างก็มิได้เขียนโชคดี แม้กระนั้นเขียนว่า สวัสดี แม้กระนั้นที่นิยมกว่าน่าจะเป็นคำว่าโชคดี เนื่องจากว่าข้างหลังๆพวกเราก็จะเอ๋ยถึงกันในชื่อว่า “ถุงโชคดี”

มั่นใจว่าหัวข้อหนึ่งเป็น ในอดีตสมัยนั้นถุงที่ทำจากกระดาษต่างๆคงจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าถุงก๊อบแก๊บ ในสมัยที่แรงงานถูกกว่าเครื่องจักร โรงงานเป็นศูนย์รวม “คน” มากยิ่งกว่า “เครื่องจักร” สำหรับในการดำเนินการ การพับถุงนั้นก็ง่ายๆสำหรับความสามารถแรงงาน หรือถ้าหากมีเครื่องจักร การออกแบบ ก็ไม่น่าจะสลับซับซ้อนนัก แต่ว่าพลาสติกในทางวิศวกรรมสมัยนั้นบางทีอาจยุ่งยาก เครื่องจักรย่อมแพงมากมาย รวมทั้งทุนเม็ดพลาสติกบางทีอาจยังสูงอยู่

ของเด็กเล่น ยังทำมาจากสังกะสี ไม้ เหล็ก ข้าวของเครื่องใช้ อีกหลายชนิดก็เหมือนกัน นัยหนึ่ง บางทีอาจด้วยด้วยเหตุว่า พลาสติกคงจะนับว่าเป็นสิ่งใหม่ในยุคนั้น อะไรที่มาใหม่ก็ย่อมแพง..

วันเวลาผ่านไปก็เป็นอย่างที่มองเห็น ข้าวของต่างๆล้วนทำมาจากพลาสติก ไม่ก็มีพลาสติกเป็นองค์ประกอบ ถุงก๊อบแก๊บใช้กันอย่างเกลือนกลาด หากแม้เดี๋ยวนี้จะมีการรำลึกทราบแล้วว่า เป็นสิ่งที่สร้างมลภาวะให้กับโลก (ที่จะว่าไปพลาสติกมีหลายเกรด) แต่ว่าธุรกิจก็คือธุรกิจการลดเงินลงทุนยังคงสำคัญกว่า คนไหนถ้าหากใช้ถุงที่ทำจากกระดาษก็จะเสียเปรียบด้านราคาคู่ปรับได้อย่างไม่ยากเย็น แน่ๆว่าผู้ใช้ก็มีส่วนด้วยความคุ้นเคย ซึ่งบางเวลามันก็ไม่ใช่ มันคงจะเรียกว่าความต้อง

ณ ตอนนี้ กระแสสงวนแรงพอที่จะให้ร้านค้าต่างๆเริ่มรณรงค์ งดเว้นแจกถุง ผู้คนจำนวนมาก จำเป็นต้องสารภาพ Tops แถวบ้านผม มีทางเลือกให้เป็นใช้กล่อง(จากกล่องผลิตภัณฑ์เก่า) สำหรับใส่ของ Gourmet Market ไม่แจกเป็นบางวันแล้ว ถึงแม้ 7-11 ยังแจกอยู่ แต่ว่า.. Makro ไม่มีมานานแล้ว..

งดเว้นใช้ถุงก๊อบแก๊บ แล้วถุงอื่นละ?

กระแสนี้คงจะมากขึ้นหัวข้อการงดเว้นใช้ถุงก๊อบแก๊บ ผมมิได้มีปัญหาอะไรบ้างที่อยู่ในเชิงสงวน แม้กระนั้น..

การเลือก “ไม่ให้ถุงอะไรเลย” นี้คุณประโยชน์แรกตกที่คนไหนกันแน่? จำเป็นต้องรู้เรื่องอย่างหนึ่งว่า การให้หิวถุงผ้า กระเป๋า เพื่อตั้งใจไปจับจ่ายซื้อของนั้น เกิดเรื่องทำเป็น แต่ ผู้คนจำนวนมากบางทีอาจจับจ่ายซื้อของน้อยชิ้น ถึงแม้ผมธรรมดาเป็นมนุษย์จับจ่ายซื้อของมีแบบแผน ซื้อหนหนึ่ง จำนวนไม่น้อย หลายแบบ เนื่องจากว่ามีความรู้สึกว่าการจะต้องไปซื้อเป็นประจำเสียเวลา เงินลงทุนค่าน้ำประปามัน ค่าพาหนะ ถ้าเกิดเป็นแบบผม จำต้องหอบหิ้วถุงผ้ากี่ใบ เดินไปเดินมา ซึ่งบางครั้งบางคราวพวกเราก็มิได้ไปจับจ่ายซื้อของเพียงแค่ เรื่องเดียว บางทีอาจไปกินข้าวด้วย หรือไปดูผลิตภัณฑ์อื่นที่ยังคลุมเคลือว่าจะซื้อ ตัวอย่างเช่น เสื้อผ้า รองเท้า คุณ ก็จำเป็นต้องหิ้วถุงผ้าพวกนั้นของคุณไป ยิ่งถ้าเกิดคุณมีลูกเล็กๆด้วยละก็.. ลองคิดดูครับผม ถ้าเกิดคุณจำต้องพกถุงผ้าครั้งละ 4-5 ใบ..

แล้วในเรื่องที่ ซื้อโดยมิได้คิดแผนล่ะ?

บ่อย พวกเราก็ไม่ตั้งใจที่จะจ่ายตลาด ว่ากันตามจริง ผมมิได้ตกที่นั่งลำบากอันใดกับห้างฯ ร้านค้าใหญ่ๆเพราะว่าปัจจุบันนี้ก็เหมือนไปจับจ่ายซื้อของ Makro (ค่อนข้างจะซื้อประจำ)เป็นซื้อรวมทั้งใส่รถเข็น รวมทั้งเอาไปใส่ด้านหลังรถยนต์ แต่ว่าคนสามัญ ที่ไม่มีรถยนต์ หรือ จำต้องขึ้นรถรถโดยสารประจำทางล่ะ? ดีว่าผมอยู่ชนบทด้วย การใช้ชีวิตใน กรุงเทพมหานคร บางทีอาจแปลงเป็นว่า คนจะต้องการใช้รถส่วนตัวไปจ่ายตลาดเพิ่มมากขึ้น รถติด มลภาวะเพิ่ม?

ผมมิได้กำลังกล่าวว่า ไม่สมควรเลิกแจกถุงก๊อบแก๊บ แต่ว่าแปลก ผมเองได้ซื้อถุงก๊อบแก๊บประเภทหนึ่งมาใช้ เพื่อแจกของสำหรับเพื่อการทำกิจกรรม ข้างถุงเขียนว่า “สามารถเสื่อมสภาพได้” ผมก็เลยเลือกซื้อถุงนี้มา

รวมทั้งย้อนมองดูไป เลิกถุงก๊อบแก๊บ เพราะเหตุไรไม่แจกถุงที่ทำจากกระดาษ (ก็ยังดี) คิดอีกครั้งก็พบว่า นี่มันเพิ่มทุนกว่าพลาสติก รวมทั้งไอถุงก๊อบแก๊บที่สลายตัวได้ ก็เหมือนว่าจะแพงกว่า…

แอบคิดไปเองว่า การเลือกสร้างภาพรักษาด้วยการผลักดันภาระหน้าที่ให้กับผู้บริโภคของก็เลยง่ายดายยิ่งกว่า เรื่องที่เล่ามานี้ แค่เพียงกล่าวว่าบางโอกาสแนวทางนี้ ควรจะทวน ว่ารักษา หรือ ลดเงินลงทุน ได้มากกว่ากัน.. (ปัจจุบันที่มองเห็นเป็น มีการขายถุงผ้า ถุงที่ทำจากกระดาษแทน.. ขายครับผม ไม่ใช่แจก..)

ปล.หัวข้อนี้เป็นเพียงแค่ข้อคิดเห็น รู้เรื่องว่าหลายร้านค้า, แบรนด์คงจะไม่ปลดปล่อยให้ลูกค้าถือของไปเฉยๆราวกับ Tops และก็มีอีกหลายส่วนอาจจะใช้ถุงที่ทำจากกระดาษแทน เป็นต้นว่า uniqlo

ไม่มีใครล้าง รถเช่า เจ้าของควรรู้

พวกเราบางครั้งก็อาจจะยังไม่รู้เรื่องหัวหน้าดีพอเพียง จนกระทั่งจะได้เป็นหัวหน้า บางทีอาจไม่รู้เรื่องความนึกคิดประธาน จวบจนกระทั่งจะได้เป็นประธาน และไม่บางทีอาจรู้เรื่องความรู้สึกคนเป็นเจ้าของธุรกิจการค้า ตราบจนกระทั่งจะได้ครอบครองธุรกิจ แล้วก็แน่ๆว่าคนเป็นนายจ้างก็บางทีอาจไม่รู้เรื่องลูกน้องถ้าหากไม่เคยเป็นลูกน้อง หรือก็มีที่เคยเป็นแม้กระนั้นลืมตัวเองไปแล้ว…

โน่นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของการรู้เรื่องคนภายในหน่วยงาน ที่สำหรับเพื่อการดำเนินการพวกเราก็ต้องการให้ทุกส่วนหากันพบหรือที่กล่าวกันว่า จูนกันติด (Tune) ไม่ว่าจะระดับไหน เพียงแค่ที่สุดแล้วมันไม่ใช่แค่มุมมอง แม้กระนั้นบริบทแล้วก็ความจำกัดอะไรบางอย่างมันเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดเช่นกันได้

อาจไม่ต้องเอ่ยถึงกรุ๊ป “ไม่เอาถ่าน” ที่สาเหตุมากมาย หรือกรุ๊ป “ตัวเด่น” สถานที่ทำงานเจริญทุกระดับ เพราะเหตุว่าคนพวกนี้มีน้อย แต่ว่าก็มั่นใจว่าโดยส่วนมากแล้วทุกคนล้วนต้องการ “ดำเนินการให้ดี” หรือขั้นต่ำก็ไม่ได้อยากถูกติเตียนว่าดำเนินการไม่ดี นี่เป็นรากฐานที่คงจะดูแบบเดียวกัน แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งต่างออกไปก็ตรงที่ “ดำเนินการให้ดี” ของแต่ละคนวินิจฉัยต่างกัน…

ดำเนินการให้ดี ในฐานะบุคลากรระดับเดียวกัน คนหนึ่งอาจมองว่า ทำ(เพียงแค่)ตามหน้าที่ให้บริบูรณ์ ก็ดี ไม่สมควรล่วงล้ำ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสี่ยง ไม่เสนอหน้า ไม่งั้นจะมองเป็นการดำเนินการเอาหน้า นี่เป็นแบบหนึ่ง ซึ่งอีกคนอาจมองว่า ปฏิบัติงานให้ดี ก็ควรมีผลสะท้อนกลับมา มีคนเห็น มีคนดู ได้มีส่วนร่วม แล้วก็บางทีอาจสำเร็จทดแทนในอนาคต นี่ก็อีกแบบหนึ่ง ที่ก็บ่งชัดยากแบบไหนถูกกว่ากัน

ในฐานะระดับประธาน/หัวหน้างาน ก็ต้องการที่จะให้คณะทำงานหรือลูกน้องดำเนินการเป็นไปตามแผน หรือตามทางที่ตนเองคิดไว้ ซึ่งก็ได้บ้างมิได้บ้าง คนไหนกระทำตามแผนเขาก็นับว่าปฏิบัติงานดี คนไหนกันแน่ดำเนินการไม่เป็นไปตามแผนก็จัดว่าดำเนินการไม่ดี ด้วยเหตุผลดังกล่าวปฏิบัติงานดีในมุมนี้ก็ขึ้นกับว่า แผนหรือความนึกคิดในใจคนเป็นหัวหน้าคิดเช่นไร (หัวหน้างานห่วยแตกๆอาจจะไม่กล่าวถึง)

ในมุมเจ้าของธุรกิจ พื้นฐานย่อมต้องการได้ผลลัพธ์ของธุรกิจการค้าเป็นไปในทางเจริญ ถ้าเกิดเป็นเจ้าของธุรกิจการค้าที่ไม่ดี ก็จะคิดเท่านี้ไม่สนใจกรรมวิธีการหรือส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆดูแต่ว่าผลตอบแทนตนรวมทั้งการประลอง คนภายในหน่วยงานก็จำเป็นต้องสัมผัสได้ในวันหนึ่งแล้วจากไป คนไหนกันล่ะจะต้องการขยันหารายได้มาให้คนอื่นๆตลอด? ตรองดูแล้วมันก็เหมาะ (fair) ดี

ในมุมเจ้าของธุรกิจที่ดี เมื่อธุรกิจล้ำหน้าได้ ก็ย่อมรู้เรื่องว่าคณะทำงานสำคัญ ผลประโยชน์สำคัญ แรงใจรวมทั้งสิ่งจูงใจสำคัญ ด้วยเหตุนั้นจะมีการเอื้อเฟื้อผลตอบแทนกระจัดกระจายออกมา เพียงแค่กระจัดกระจายเช่นไรให้สมดุลเกิดเรื่องเข้าใจยาก ด้วยเหตุว่าจำเป็นต้องสมดุลทั้งยังความเท่าเทียมระหว่างบุคลากรที่มองดูคุ้นเคย แล้วก็สมดุลระหว่างเงินลงทุนกับผลกำไรและก็ความมั่นคงและยั่งยืนบริษัทในอนาคตด้วย

สิ่งที่ยากกว่าเป็นในตอนเริ่มหรือสำหรับเจ้าของธุรกิจที่พึ่งจะพอได้ อาจจะยากที่จะแบ่งปันให้ระดับบุคลากรได้ทราบสึกว่าดีมากกว่าที่อื่นๆ ยากที่จะสร้างแรงบันดาลใจรากฐานให้กับพวกเขาได้ แม้กระนั้นการจะหวังให้เขาดำเนินงานดีๆให้ก่อนเลยก็ตรากตรำ ด้วยเหตุว่าไม่มีผู้ใดล้างรถเช่า…

การเช่ารถยนต์ มุมหนึ่งก็เป็นการแลกแบบธุรกิจโดยปกติ ถ้าหากเทียบกับเจ้าของธุรกิจเป็นเจ้าของรถยนต์ บุคลากรเสมือนคนเช่ารถยนต์ ผู้ครอบครองได้ค่าใช้จ่ายในการเช่า คนเช่าได้ใช้รถยนต์ ผลตอบแทนกำเนิดสองฝ่าย ก็แค่คนเช่า (บุคลากร) มีสิทธิ์จะไปเช่าที่ใดก็ได้ (ดำเนินการกับผู้ใดก็ได้) ผลตอบแทนไม่ได้แตกต่างกันมากสักเท่าไรนัก

หากค่าใช้จ่ายสำหรับเช่ารถยนต์แพง ก็เปรียบได้กับผลประโยชน์ไม่ดี ค่าจ้างรายเดือนน้อย ก็ไม่มีผู้ใดต้องการเช่ารถยนต์คันนี้ บุคลากรก็ไม่ได้อยากปฏิบัติงานด้วยเพราะเหตุว่าไม่คุ้ม

ถ้าหากค่าใช้จ่ายในการเช่ารถยนต์ถูก ก็เปรียบเสมือนผลประโยชน์ดี ค่าตอบแทนรายเดือนดี ก็มีแม้กระนั้นคนต้องการมาเช่า ราวกับบุคลากรต้องการมาดำเนินงานด้วย

ถ้าหากรถยนต์ใหม่ รถยนต์งาม เทียบกับหน่วยงานโด่งดัง ดูดีมีมาตรฐาน คนก็ต้องการมาเช่าไปใช้ ก็เปรียบเสมือนบุคลากรจะต้องการดำเนินงานด้วย ถ้าเกิดค่าใช้จ่ายสำหรับเช่ารถยนต์เสมอกันหรือถูกกว่าก็ยิ่งเย้ายวนใจเป็นสิ่งจูงใจ แม้กระนั้นนี้ผู้ครอบครองก็จะต้องมีทุนมีกำลังสะสมมาพอเหมาะก็เลยจะมีรถยนต์ใหม่ให้เช่าถูกได้

แต่ว่าที่สุดแล้ว รถเช่าก็คือรถเช่า…

หลายครั้งที่คนเช่าทำรถยนต์เป็นต่อว่า หรือนำไปใช้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ฐานรากความนึกคิดมนุษย์เรานั้นซึ่งก็คือ “รถเช่า” ในเมื่อเขาปลดปล่อยเช่าแล้ว ก็รู้สึกว่าผู้ครอบครองรถยนต์จำต้องคุ้มเขาแล้ว คนใดจะมานั่งนึกว่า ที่เขาลงทุนให้รถยนต์งาม เทียบการให้ผลประโยชน์ดี เขาก็บางทีอาจอยากได้ค่าใช้จ่ายในการเช่าที่ดี อยากที่จะให้มาเช่ากับเขาตลอดกาล เทียบกันก็คือ เขาก็ต้องการที่จะให้ดำเนินงานให้ดีๆไม่ใช่ทำไปอย่างงั้นงานดีบ้างไม่ดีบ้าง นับว่าค่าตอบแทนรายเดือนเท่านี้จะเอาเพียงใดก็ปฏิบัติงานให้แล้ว…

แต่ว่าในวันที่ห่วยแตกๆเมื่อรถยนต์มีปัญหา เพียงแค่เปื้อนมากมาย ผู้ครอบครองล้างไม่ทัน หรือบางทีอาจจำต้องใช้เวลาเพื่อล้าง เพื่อจัดแจงให้ดี แน่ๆว่ามันก็เป็นหน้าที่ของผู้ครอบครองรถยนต์ถัดไปในเมื่อคุณได้ค่าใช้จ่ายในการเช่า เปรียบได้ดั่งธุรกิจการค้ามีปัญหา ภาวะเศรษฐกิจห่วยแตกก็เป็นหน้าที่เจ้าของธุรกิจรับไปลำพัง

คนใดล่ะจึงควรมาช่วยล้างรถ แม้กระทั่งก่อนหน้านี้ทำรถยนต์ดี ทำรถยนต์ให้เช่าถูก เช่นไรในส่วนนี้ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของผู้ครอบครองรถยนต์ยังไง ถูกไหมล่ะ?

เพราะฉะนั้นเจ้าของธุรกิจ ก็เสมือนผู้ครอบครองรถเช่า มันมุ่งมาดได้ยากว่าคนเช่ารถยนต์ทุกคนจะพึงพอใจรับผิดชอบรถยนต์พวกเรา เนื่องจากว่าเขาจัดว่าเขาจ่ายค่าเช่าแล้ว (ดำเนินการให้พวกเราแล้ว) รถยนต์ไม่ใช่ของเขา หน่วยงานไม่ใช่ของเขา ในวันที่รถยนต์ดีเขาย่อมยินดีที่จะใช้บริการ ในวันที่รถยนต์ไม่สมบูรณ์ก็ปกติที่เขาอาจจะเริ่มต้นมองหารถยนต์ใหม่….

แน่ๆว่าบุคลากรที่มีจิตสำนึก หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็ยังมีแต่ว่าถึงที่สุดเรื่องชีวิตเขาก็จะต้องเอาตัวให้รอด และก็นี่บางทีอาจเป็นบทความที่มองดูมาในมุมเดียว ให้คนคิดหรือคนทำกิจการค้าสารภาพรวมทั้งรู้เรื่อง หรือถ้าเกิดบุคลากรมาอ่านก็ต้องการที่จะให้ตรองมอง

ที่หากจู่ๆวันนี้สถานที่ทำงานจะต้องปิดตัวไป มีใครกันแน่ไหมไม่ได้อยากได้ค่าทำขวัญ?

ความรัก รักที่สุดในโลก

“หนูรักบิดา/แม่ ที่สุดในโลกเลย” ประโยคที่คนเป็นบิดามารดาได้ยินแล้วอาจจะหัวใจพองโต แม้กระนั้นบิดามารดาบางบุคคลอาจลังเลที่จะตอบกลับเหมือนกัน แล้วก็ย่อมมีที่ตอบกลับในทันทีได้ว่า “บิดา/แม่ ก็รักลูกที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน” ก็แค่ความแตกต่างนั้นเป็น ลูกอาจบอกยังไงเหตุผลรวมทั้งข้อจำกัด ตอนที่บิดามารดา แม้ว่าจะกล่าวด้วยใจจริง แม้กระนั้นถึงเวลาย่อมมีเงื่อนไขรวมทั้งเหตุผลได้เสมอ

ในอีกด้าน บิดามารดาคนไม่ใช่น้อยก็พร้อมที่จะการันตีแน่ชัดว่ารักลูกที่สุดในโลก พร้อมที่จะทำทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเพื่อลูกจริงๆแม้กระนั้นยิ่งลูกโตขึ้น เขาต่างหากที่มิได้รักบิดามารดาเหมือนเก่า เริ่มมีเหตุมีผลของตน เริ่มปรารถนาอะไรที่มากขึ้นรวมทั้งไม่เหมือนกับเดิม ถึงแม้เขาจะบอกว่า รักบิดามารดาอย่างจริงใจด้วยเหมือนกันก็ตาม…

นี่ไม่ใช่บทความจิตวิทยาครอบครัวหรือการเลี้ยงเด็ก แต่ว่าจากสองมุมนี้สะท้อนในเรื่อง “ความรัก” ว่า ยากนักที่จะไม่มีเงื่อนไข…

ในห้วงสภาวะหนึ่งพวกเราบางทีอาจปลื้มปิติเพียงแต่กอดเขาคนนั้นแล้วบอกรักได้อย่างตื้นตันใจกระทั่งน้ำตารินไหล แต่ว่ามันก็จะผ่านไป…

เมื่อชีวิตจำเป็นต้องดำเนิน เมื่อความ “จำเป็นจะต้อง” ขู่เข็ญ ความรักก็จำเป็นต้องมีเงื่อนไข ฉันไม่บางทีอาจกอดคุณได้ตลอดระยะเวลา ฉันไม่บางทีอาจคุยกับคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมงไปทุกวี่วัน ฉันไม่บางทีอาจรู้เรื่องคุณได้ทุกความเป็นจริงๆฉันก็จำเป็นต้องพึงพอใจบุคคลอื่น สิ่งอื่น เรื่องอื่นเช่นเดียวกัน รวมทั้งฉันก็ควรจะมีเรื่องเฉพาะบุคคลของฉันบ้าง…

…แล้วเมื่อ “ฉัน” บอกคนใดไปว่า รักที่สุดในโลก ฉันก็บางทีอาจรู้สึกแบบนั้นจริง แม้กระนั้นฉันทำเป็นขนาดไหน มันบางทีอาจขึ้นกับต้นเหตุรวมทั้งเหตุการณ์ “ฉัน” คนนี้ ก็คือพวกเราผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย

รักที่สุดในโลก ในที่นี้เปรียบเทียบถึงรักมากมายเหนือสิ่งอื่นใด มันก็เลยเป็นคำที่น่าประทับใจ แต่ว่าในโลกของแต่ละคนนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้างที่ตรงนี้ยากจะเข้าใจ เนื่องจากว่าในโลกของพวกเรา บางทีอาจไม่นับเรื่องงาน เรื่องเงิน หรือเรื่องคนอื่นๆในครอบครัว ราวกับเป็นโลกอีกใบที่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยจำเป็นต้องแยกกันบนความรับผิดชอบ แล้วก็บางเวลามันก็แปลว่า “คุณ หรือ เขา” ก็แค่เข้ามา หรือจะต้องเข้ามาอยู่ในโลกของพวกเราก็เป็นไปได้

โลกของพวกเราที่มีเงื่อนไขแบบนั้น แบบนี้ ฉันรักคุณที่สุดในโลก แม้กระนั้นห้ามทำแบบนั้น ห้ามคิดอย่างนี้ ห้ามมีเรื่องมีราวอื่นใด รักที่สุดในโลกแบบนี้ก็เลยคือ โลกของฉันที่มันอาจมิใช่โลกของคุณ หรือในแบบที่คุณคิด

บทความหัวข้อนี้เพียงแต่ต้องการย้ำเตือนว่า เมื่อเวลาพวกเรารักใครกันแน่ หรือคนใดกันแน่รักพวกเรา ในยามรักกันที่สุดในโลกนั้น มันบางทีก็อาจจะเป็นจริงบนความรู้สึกหนึ่ง แต่ว่าการดำรงชีวิตก็จำต้องมองว่าที่สุดในโลกไหน โลกของเขา โลกของพวกเรา บางครั้งบางคราวโลกนั้นบางทีอาจไม่ใช่ใบเดียวกัน…

การใช้ชีวิตวันๆหนึ่งทำอะไรบ้าง

มั่นใจว่า มีไม่จำนวนกี่ครั้งไหมกี่คนหรอกที่ทวนเสมอว่า วันๆหนึ่ง พวกเราทำอะไรบ้าง แต่ว่าก็มีความรู้สึกหนึ่งน่าจะเป็นตัวชี้วัดได้เป็น เมื่อใดที่พวกเรามีความรู้สึกว่า วันนี้ผ่านไปเร็วอย่างมาก แปลว่าเป็นวันหรือช่วงเวลาดีๆ ไม่ว่าจะเนื่องจากว่าเริ่มจะมีความสบาย หรือในสภาวะที่กำลังขมักเขม้นบางสิ่งบางอย่างอยู่ก็ตาม หรือโดยสรุปเป็นช่วงวันที่พวกเราคิดว่ามี “เวลาน้อยไป”

ถ้าเกิดเป็นช่วงๆในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดี หรือกลางดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็จะเป็นความรู้สึกในแบบ “หมดไปอีกวัน, นี่วันอะไรนะ, วันที่มากแค่ไหนกัน?” โดยมักได้แก่การใช้ชีวิตในแบบ routine (กิจวัตรประจำวัน) ที่จำต้องทำไปวันๆถ้าหากจะมีอะไรมากมายระตุ้น หรือตื่นเต้นบ้างล้วนขึ้นกับปัจจัยภายนอกรวมทั้งคนอื่นๆ!.
ท้ายที่สุดสำหรับผู้ที่อยู่ในในตอนที่ไม่สู้ดี คงจะเป็นความรู้สึกประมาณว่า “ขณะใดจะหมดวันสักครั้ง”, “รุ่งเช้าอีกแล้วหรือ น่ารำคาญจังเลย” แล้วหลังจากนั้นก็หมดวันไปแบบเบื่อ สิ้นหวัง ดีหน่อยก็จะมีอารมณ์แบบ ยิ้มได้บ้างแต่ว่าก็ยังมีอะไรบ้างในหัวใจ…

ความรู้สึกเป็นผลสรุป
ในทุกภาวการณ์ที่กล่าวมาเป็นเพียงแต่เรื่องของ “ความรู้สึก” รวมทั้งคำๆนี้เป็นสิ่งที่ไม่ต้องคิด ไม่ต้องพิจารณา แม้ว่าจะอุตสาหะไม่คิดก็ไม่อาจจะปลดปล่อยผ่านได้ มันก็เลยสะท้อนว่านี่เป็นผลของบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตอนนี้อย่างแจ่มแจ้ง.

“คำตอบ” จาก “ความรู้สึก” เป็นสิ่งสำคัญในหลายเรื่องที่ทำให้มนุษย์เราหลงทาง ด้วยเหตุว่าพวกเรามักถูกใจอ้างถึงว่า ทำอะไรมิได้ ปรับแก้มิได้ หรือมันเป็นไปแบบนั้นเอง พวกเรามิได้บังคับ ก็ในเมื่อมันคือเรื่องของความรู้สึก

แต่ว่าอย่างเดียวที่เป็นจริงหมายถึงพวกเราบังคับความรู้สึกมิได้ เพราะเหตุว่ามันเกิดเรื่องที่ประณีตบรรจง รวมทั้งเกิดขึ้นบนต้นเหตุนานาประการเกินกว่าที่พวกเราจะนึกออกกล้วยๆแต่ว่าถ้าทวนดีๆแล้วก็สารภาพก็จะพบว่า โดยความเป็นจริงแล้ว ผลสรุปอะไรก็ตามที่เกิดเป็นความรู้สึกล้วนผ่านความประพฤติปฏิบัติก่อนหน้ามาทั้งมวล ยกตัวอย่างเช่น

รู้สึกไม่ดีเรื่องเงิน ก็ก่อนหน้านี้พวกเราจัดแจงด้านการเงินบกพร่องใช่หรือไม่?
รู้สึกไม่ดีเรื่องเพื่อนฝูง ก็ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพวกเราวางตัวหรือจัดแจงบางสิ่งไม่ดีไว้ใช่หรือไม่?
รู้สึกไม่ดีเรื่องร่างกาย ก็ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ดูแลและก็ไม่เอาใจใส่ใช่หรือไม่?
รู้สึกเบื่อ… พวกเราก็ไม่ยินยอมทำอะไรให้มุ่งมั่นเอง หรือเพราะเหตุว่าคำตอบมันมิได้ดังหัวใจพวกเรา รวมทั้งใช่หรือไม่ใช่?
จะต้องเห็นด้วยว่าหลายชนิดที่รู้สึกอยู่ในวันนี้มันเนื่องจากว่า “ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา” แทบทั้งหมด ด้วยเหตุนี้การที่วันนี้พวกเรารู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง มันย่อมเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการปัญหาที่บางครั้งก็อาจจะทดลองทวนว่า “แล้ววันๆพวกเราทำอะไร” ถ้าวันที่ผ่านมาพวกเราทำสิ่งที่เป็นประจำ มันก็จะเป็นวันที่รอคอยเพียงแต่สิ่งที่ “ไม่ใช่กิจวัตรประจำวัน” เกิดขึ้น บางทีอาจเป็นไปได้อีกทั้งดีแล้วก็ร้าย เสมือนคำที่ใช้แทนกล้วยๆว่า “ดวง” และก็ “ดวงไม่ดี”

วันๆหนึ่งทำอะไรบ้าง
“สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นได้ ก็จำเป็นต้องลงมือกระทำ” ดูเหมือนจะเป็นคำคมหรือประโยคงามๆที่คงจะเห็นด้วยกันได้ไม่ยาก แม้กระนั้นถ้ากล่าวเพียงเท่านี้ ย่อมมีคนคิดว่า ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาพวกเราก็ทำ.. (ใช่หรือ? เล่าสิ วันๆทำอะไรบ้าง?) รวมทั้งมีที่ทำอย่างตั้งใจจริง แต่ว่ามันโชคร้าย? นี่ก็คือสิ่งที่จำเป็นต้องทวนว่า หากเป็นเพียงแต่ความตั้งอกตั้งใจแต่ว่าขนาดสติแล้วก็การวางเป้าหมายปรับปรุง หรือการขยันที่เป็นเพียงแค่กิจวัตรประจำวัน ผลสรุปนั้นมันก็โชคไม่ดีได้อยู่ดีรวมทั้งเยอะขึ้นได้ด้วย ดังประโยคคำคมที่เขาว่า “ทึ่มแล้วขยันให้เอาไปฆ่าเสีย…” เนื่องจากมันเป็นการขยันก่อปัญหาหรือภาระหน้าที่นั่นเอง.

ร้านรวงที่ขยันเปิดแต่เช้า ขยันเรียกลูกค้า แม้กระนั้นหามีความคิดทางการตลาดไม่ จนถึงวันหนึ่งร้านค้าใหม่ มาเปิดแย่งลูกค้าไปได้ แบบนี้พวกเราโทษว่าโชคร้ายเพราะว่าร้านค้าใหม่มาแย่งลูกค้าไป หรือ วันๆหนึ่ง(มัว)ทำอะไรบ้าง?.

ชีวิตพวกเราหลายท่านเป็นแบบนี้ ไม่ผิดที่มานะอยู่บนทางที่เรียบง่าย แต่ว่าจำเป็นต้องรู้เรื่องจะให้ราบเรียบก็จำต้องทำบางอย่างด้วยเหมือนกัน เนื่องจากแม้ไม่ทำวันหนึ่งพอเพียงมี “ความรู้สึก” มากมายระตุ้นก็เปลี่ยนเป็น เครียด ทุกข์ ระทด เหนื่อยหน่ายเสมือนไม่มีทางออก โทษสิ่งอื่นท้ายที่สุดมันก็ไม่พบสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหา.

หลายความรู้สึกเหนื่อยหน่ายคงจะเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าเกิดก่อนหน้าที่ผ่านมาพวกเรารู้ดีว่าพวกเรากำลังทำอะไรเพื่อสิ่งใด ความหมดหวัง เศร้าใจ ย่อมเกิดขึ้นได้ กับผู้ที่คิดแผนแล้วก็มีเป้าหมาย แต่ว่าสิ่งพวกนี้ก็จะเป็นเพียงแต่ชั่วครั้งคราวด้วยเหตุว่าเขาทราบมูลเหตุ แตกต่างจากคนหน้าชื่นอกตรม เบื่อดกยในวันแล้ววันเล่า เนื่องจากว่าไม่รู้จักอะไรเลย.

“ใส่ใจ, ทำความเข้าใจ, เปลี่ยนแปลง(ปรับแต่ง), ปรับปรุง” ถ้าเกิดวันหนึ่งๆของพวกเราได้ทำในสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับหนึ่งใน 4 ส่วนนี้ เพียงแค่หนึ่งอย่างในทุกเมื่อเชื่อวัน วันหลังยังไงก็ย่อมดียิ่งขึ้น กระปรี้กระเปร่าขึ้น ยากที่จะจำเป็นต้องมารู้สึก แล้ววนไปบอกตนเองว่า “ทราบงี้คงจะ…” แบบนั้น ซึ่งมันไม่มีสาระ จะต้องเริ่มจากวันนี้ในเวลานี้ที่ควรจะถามตนเองว่า “วันๆหนึ่งทำอะไรบ้าง…” แล้วก็เปลี่ยนแปลงใหม่ ไปทำอีกอย่างเสียรู้